Tuesday, 31 January 2023

Marshall แท้ VS ปลอม ดูยังไงไม่ให้โดนหลอก ! (Emberton และ Kilburn II)

ปก Marshell

ซึ่งแน่นอนว่ามันดูยากมาก จะต้องดูยังไงบ้าง รวมถึงคุณภาพเสียงจะแตกต่างกันขนาดไหน

Emberton ซึ่งจะแบ่งหลักๆ ด้วยกัน 7 ข้อ เริ่มกันที่ข้อแรกนั่นคือกล่องเพราะว่าบางทีเราเข้าไปในร้าน บางร้านเขาอาจจะไม่สามารถแกะให้เราดูได้ เพราะฉะนั้นเราจะได้สามารถดูแบบคร่าวๆได้ก่อน จุดที่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนว่า ความคม ปุ่ม ตําแหน่งต่างๆ เหมือนกันทั้งหมดเลย ต่างกันในเรื่องของสี ของแท้สีจะค่อนข้างเข้มจัด ดูแล้วคมชัด แต่ของปลอมตัวสีอะไรต่างต่าง จะออกมาในโทนแบบซีดๆ จืดๆ และอีกจุดหนึ่งที่แตกต่างๆกันแบบชัดเจน นั่นคือผิวสัมผัสนั่นเอง บริเวณของแท้ ผิวจะเรียบเนียนไปเลย ไม่ได้ขรุขระแต่อย่างใด แต่ของปลอมจะเห็นเป็นซี่ๆของตัวกล่อง เวลาเราถูไปก็จะรู้สึกได้เลยว่าขรุขระหรือถ้าเกิดจะให้เมคชัวร์ ดูสติกเกอร์แอดเอเชียการันตีได้ว่าของแท้มีประกันนั่นเอง และอีกจุดหนึ่งถ้าเกิดสมมุติว่าทางร้านเขาอนุญาตให้แกะคือ รอยสกรีนตัวกล่องนั่นเองจะเห็นได้ว่าของแท้ เส้นจะคม ดําสนิท แต่ของปลอม จะมีความซีดแล้วก็เหลื่อมๆของตัว นิดหนึ่ง เป็นข้อสังเกตหลักๆ

สําหรับข้อ 1 เรื่องของกล่องนั่นเองต่อไป ข้อที่ 2 โลโก้นั่นเอง โดยปกติโลโก้ Marshall จะต้องขนานเป็นเส้นตรง แต่บางที ปลอม เบี้ยวๆ อันนั้นการันตีได้เลยว่าปลอมแน่นอน แต่จริงๆต้องบอกว่าของปลอมที่เราได้มาก็ทําออกมาได้ตรง ตรงเป๊ะเลยเพราะฉะนั้นอันนี้อาจจะแยกได้ยากนิดหนึ่ง แต่ว่าของปลอมที่เราได้ จะเห็นว่าบริเวณตะแกรง มีความบุบอยู่ประมาณนึงเลย

ข้อที่ 3 เรื่องไฟสถานะแบตเตอรี่ ของแท้ไฟจะมีความแดงสว่างออกมาเลย แต่ถ้าว่าของปลอม ไฟจะมีความอ่อนมากๆเลยอันจะมองเห็นได้ยาก อาจจะต้องมองในที่มืดสักนิดหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเรื่องของการไฟของแท้ เวลาเราเสียบไปแล้ว ไฟจะต้องไล่จากล่างขึ้นบนเสมอ แต่อย่างตัวของปลอมที่เราได้อันนี้ไฟก็ไล่จากล่างขึ้นบนเหมือนกัน แต่มันอ่อนมากซึ่งข้อนี้ ก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ในเรื่องของไฟสถานะ ของแท้จะมีความเข้ม เห็นได้ชัดเจน แต่ของปลอมเนี้ยจะมองได้ยาก ไฟจะเหมือนลึกลงไปอีกทําให้เวลามองอาจจะต้องชําเนื้อพอสมควร

ข้อที่ 4 นั่นคือปุ่มกับตัวยางนั่นเอง ต้องบอกว่าตัวปุ่ม อันนี้แยกกันไม่ออกเลย เหมือนกันเปี๊ยบ แต่จะมีจุดสังเกตคือ ใต้ฐานลําโพงนั่นเอง ตัวของปลอมสีเป็นสีขาว แต่ของแท้จะออกเป็นสีเทาก็จะไม่ได้ขาวสว่างมาก แต่ว่าจะเห็นลายสกรีนที่คมชัดกว่านั้นเอง แต่ถ้าเกิดสมมุติว่าวิธีนี้มองยากไป ไม่มีตัวเทียบ มีอีกวิธีหนึ่ง คือแกะมาดูตัวเลขข้างในครับ มันจะมีรหัสอยู่ภายในซึ่งเวลาแกะอาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะว่าถ้าแกะแบบว่าฉีกแรงๆ อีกจุดหนึ่งที่สามารถแยกออกได้แบบชัดเจนเลย ข้อที่ 5 กับ serial number 22 หลัก ของปลอมจะดูคม แต่ของแท้จะมีความเบลอกว่า อาจจะไม่ได้คมชัดเท่ากับของปลอม รวมถึงตัวร่องพลาสติก ซึ่งก็เป็นข้อสังเกตหนึ่งที่ดูได้ชัดเจนเหมือนกัน ข้อที่ 6  เสียงเปิด อันนี้ก็แตกต่างชัดเจน ข้อที่ 7 คุณภาพเสียงนั่นเองซึ่งเดี๋ยวเราจะไปลอง test กัน ว่าของแท้ของปลอมจะแตกต่างกันแค่ไหน

เราจะมาดูลําโพง Marshall Kilburn II เริ่มจากกล่องกันเลย ในส่วนของรอยต่างๆ ตําแหน่งทุกอย่างเหมือนกันเปี๊ยบเลยเพื่อนๆ แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของเฉดสี ของแท้จะออกเป็นเทา แล้วก็ค่อนข้างชัดเจนแต่ของก๊อบ จะออกอมเขียวจะเห็นว่าสีอะไรต่างๆจะดูอมเขียว รวมถึงด้านหลัง จะเห็นเป็นเฉดแบบพิกเซล ก็มีข้อสังเกตนึงที่ดูได้ไม่ยากเลย มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าปลอมตั้งแต่กล่องเลยและข้อต่อไปข้อที่ 2 เรื่องของงานประกอบ ถ้าเกิดเรามองด้วยตาเปล่าต้องบอกว่าเราเทียบกันไม่ออกจริงๆเพราะว่ามันเหมือนกันไปหมด แต่จะมีข้อสังเกตหนึ่งนั่นคือ รอยประกอบของตัวหนัง ของแท้จะเห็นรอยต่อ แต่ค่อนข้างที่จะดูเรียบเนียน ไม่ได้มีคราบกาวอะไรออกมาให้เห็น

และต่อไปข้อที่ 3 นั่นคือสายคล้องนั่นเอง ด้านข้างจะมีการเก็บขอบที่เรียบร้อยเลยทีเดียว เป็นแบบนี้ครับ จะมีการหนีบไปนั่นเองแต่ว่าของปลอม จะไม่มีการหนีบเก็บขอบมาให้นะมีแต่แค่รอยเย็บเท่านั้น เพราะฉะนั้นเจนเชื่อว่าถ้าเกิดใช้งานนานๆ หิ้วไปมาตัวสายน่าจะเปื่อยก่อนของแท้แน่นอนและข้อที่ 4 เรื่องไฟสถานะก็จะคล้ายคล้ายกับ Emerton ในเรื่องของตัวไฟถ้าของแท้ จะเห็นเป็นเต็มหลอดเป็นไฟสีแดง เต็มๆเลยแต่ถ้าว่าของปลอมจะอ่อนกว่านิดนึง แล้วก็จะเห็นว่าเป็นเส้นหลอดด้านใน ข้อที่ 5 ช่องปุ่มปรับเสียง นี่บริเวณของแท้จะเป็นแบบนี้ จะเห็นว่าขอบด้านข้างจะมีความโค้งมน ก็คือไม่ได้ไม่ได้มีเหลี่ยมสันที่ชัดเท่าไหร่ ข้อที่ 6 เสียงเปิด อันนี้ก็จะมีความแตกต่างกันชัดเจนเพราะว่าเสียงเปิดปกติของแท้จะเป็นสองจังหวะแบบนี้

สนับสนุนโดย ufa747.cc

 


4 × 3 =